บ้านพักคนชราหลบไป เทรนด์ใหม่ Cohousing กำลังมา

เมื่อเราเริ่มจะวางแผนเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณ การอยู่บ้านพักคนชราหรือพักอาศัยอยู่คนเดียวพร้อมกับมีผู้ช่วยดูแล อาจไม่ใช่ความคิดแรกที่เกิดขึ้นในใจ เพราะพอถึงวันนึงครอบครัวของเราอาจต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจว่าจะให้เราไปอยู่กับบ้านพักคนชราหรือไม่

.

แต่โชคดีที่โลกของเรานั้นพัฒนาและบ้านพักคนชราอาจกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่า “Senior Cohousing” (การแชร์บ้านร่วมกันสำหรับผู้สูงอายุ) ที่กำลังเกิดขึ้นมา เป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น และก็ดูจะน่าสนใจกว่าคำว่าบ้านพักคนชราเยอะนัก

.

อะไรคือ Senior Cohousing ?

.

แต่เดิมนั้น Senior cohousing (การแชร์บ้านร่วมกันสำหรับผู้สูงอายุ) ถูกสร้างขึ้นที่ประเทศเดนมาร์กในต้นปี พ.ศ. 2503 และถูกนำไปยังอเมริกาเหนือในปีพ.ศ. 2531 เนื่องจากคนในยุคเบบี้บูมได้มองหาตัวเลือกในการอยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น โดยเจ้า Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและถูกทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

.

Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่นั้นสามารถเพลิดเพลินกับความเป็นส่วนตัวและมีพื้นที่ของตนเอง (บ้านหรืออพาร์ตเมนต์ของตัวเอง) ในขณะที่ก็ยังมีพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถใช้ร่วมกันได้

.

โดยพื้นฐานแล้ว Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันนั้นคือการที่ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ของตนเองที่จะมีเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ อยู่ในบ้านหรือบริเวณเดียวกัน มาแบ่งปันการใช้สิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น บริเวณรับประทานอาหาร ห้องสมุด ฟิตเนส สวน ห้องดูทีวีและอื่น ๆ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงวัย

.

สำหรับใครที่มองหาทางที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและสนุกมากขึ้นในวัยสูงอายุนั้น การอยู่แบบ cohousing เป็นอีกตัวเลือกที่ดีอีกตัวเลือกนึงเลย ซึ่งเราไปดูข้อดีกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

.

1. คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (ทั้งจิตใจและอารมณ์)
บ้านพักคนชราอาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ ผู้สูงอายุหลายคนกลัวที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราเพราะเห็นว่าบ้านพักคนชราเป็นเสมือนสถานที่สุดท้ายก่อนที่จะจากโลกนี้ไป การใช้ชีวิตในบ้านพักคนชราอาจนำไปสู่ความรู้สึกเหงาและการแยกตัวจากสังคมซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุ

.

2. เป็นชุมชนที่แท้จริง
นี่อาจเป็นข้อดีที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับผู้สูงอายุเพราะพวกเขาสามารถมีเพื่อนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกัน สามารถใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดความเหงา การมีชุมชนที่แน่นแฟ้นจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว

.

3. มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันแตกต่างจากสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ (assisted living) โดยให้ผู้สูงอายุที่พักอาศัยจะได้ใกล้ชิดกับเพื่อนๆสูงวัยคนอื่นๆในละแวกใกล้เคียงได้ โดย Cohousing นั้นให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ของตัวเองได้

.


4. ราคาเหมาะสม
โดยทั่วไป Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าบ้านพักคนชราหรือสถานที่ดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว เนื่องจากผู้สูงอายุสามารถแชร์สิ่งต่าง ๆ กับเพื่อนของตัวเอง แนวคิดเรื่องการใช้ Cohousing ช่วยลดภาระทางการเงินที่ผู้สูงอายุส่วนมากต้องเผชิญด้วย

.

5. ความปลอดภัย
การอยู่ร่วมกันนั้นปลอดภัยกว่าอยู่คนเดียว สำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงในการหกล้มในบ้านและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก โดยในชุมชน cohousing เพื่อนบ้านที่คอยพบเราทุกวันนั้นจะสามารถรู้และสังเกตได้หากไม่พบเรา

.

6. เรามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
สำหรับผู้สูงอายุที่ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน cohousing พวกเขาสามารถพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการและการปรับเปลี่ยนที่สามารถเกิดขึ้นได้ ทุกคนที่อยู่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะพูด

.

.

แล้วมีข้อเสียเกี่ยวกับ Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันบ้างไหม ?

.

เมื่อพูดถึงข้อเสียของ cohousing นั้น สิ่งเดียวที่อาจเป็นข้อเสียคือผู้สูงอายุคืออาจไม่ได้รับการดูแลในระดับเดียวกันกับสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ (assisted living) แม้ว่าผู้ที่พักอาศัยมักจะสามารถขอความช่วยเหลือสำหรับความต้องการเล็ก ๆจากเพื่อนบ้านได้ แต่ในกรณีของ Margaret Critchlow อายุ 70 ปี เธอต้องผ่าตัดสะโพกเปลี่ยนสะโพกและเธอได้กล่าวว่า

.

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถคาดหวังให้เพื่อนบ้านทุกคนดูแลเราในระดับเดียวกับที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุสามารถทำได้ สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลแบบพิเศษ (รวมถึงผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับ Cohousing) พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจ้างคนมาดูแลและช่วยเหลือในแต่ละวันเปรียบเทียบบ้านพักคนชรากับ Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกัน

.

สำหรับบ้านพักคนชรานั้นก็มีข้อดีเช่นกัน เช่น การมีแพทย์ที่สามารถเข้าไปตรวจหรือรักษาถึงที่ได้ แต่หลาย ๆ คนอาจรู้สึกว่าข้อเสียของการใช้ชีวิตในบ้านพักคนชรานั้นมากกว่าข้อดีที่ได้รับ

.

เรามาดูข้อเสียของบ้านพักคนชรากันว่ามีอะไรบ้าง (เป็นข้อเสียของบ้านพักคนชราในต่างประเทศ ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากประเทศไทย)

.


1. ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
จากผลสำรวจถึงค่าใช้จ่ายในการบริบาล (รายงานประจำปีที่จัดพิมพ์โดย บริษัทประกันชีวิต Genworth) บ้านพักคนชราเป็นรูปแบบที่แพงที่สุดในการดูแลแบบระยะยาว ในรัฐแคลิฟอร์เนียอัตราเฉลี่ยสำหรับห้องส่วนตัวจะอยู่ที่ 307 เหรียญสหรัฐ (ราว ๆ 9,800 บาท) ต่อวัน รวมเป็นเงินมากกว่า 112,000 เหรียญสหรัฐ (ราว ๆ 3,584,000 บาท) ต่อปี ถ้าคนที่เรารัก (หรืออาจเป็นตัวของเราเอง) ไม่มีเงินเก็บมากพอสำหรับการเกษียณอายุ เราอาจต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่

.


2. สุขภาพจิตและอารมณ์ที่ย่ำแย่
บ้านพักคนชราสามารถเป็นเหตุของความหดหู่ในผู้สูงอายุ การทิ้งความคุ้นเคยและความสะดวกสบายในบ้านของตัวเอง และย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชรา อาจนำไปสู่ความรู้สึกสูญเสีย ความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากสังคม ผู้สูงอายุที่แสดงความรู้สึกแยกตัวและซึมเศร้าจะมองโลกในแง่บวกน้อยลงนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในอนาคต รวมถึงคุณภาพชีวิตของพวกเขา

.


3. ความเป็นไปได้ในการได้รับการดูแลที่ไม่ดีพอ
เราอาจได้ยินเรื่องที่ไม่ดีสำหรับการดูแลรักษาและการละเลยในบ้านพักคนชรา รายงานบางฉบับแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 90 ของบ้านพักคนชรามีจำนวนผู้ดูแลไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการควบคุมดูแลที่ไม่ดีและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

.


4. การสูญเสียอิสรภาพ
ผู้สูงอายุที่คุ้นเคยกับการทำกิจวัตรประจำวันของตนเองอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนเวลาใหม่ตามตารางเวลาของบ้านพักคนชรา การสูญเสียอิสรภาพและความเป็นอิสระอาจทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความนับถือตนเอง(self-esteem)ได้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อีกต่อไป

.


5. อยู่ห่างไกลจากครอบครัว
ในบางกรณีนั้นบ้านพักคนชราอาจอยู่ไกลจากสมาชิกในครอบครัว อาจต้องใช้เวลาในการขับรถที่ยาวนานเพื่อมาเยี่ยมในวันสุดสัปดาห์ซึ่งอาจส่งผลกระทบเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ผู้ดูแลในบ้านพักคนชราบางคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความรู้สึกของการเป็นชุมชนระหว่างผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา แต่ก็ยังไม่ใช่ความรู้สึกที่เป็นครอบครัว ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุนั้นการที่ไม่มีครอบครัวมาเยี่ยมอาจเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวและภาวะซึมเศร้าให้มากขึ้นไปอีก

.


6. คุณภาพอาหารที่ไม่ดี
งบประมาณที่จำกัดสำหรับบ้านพักคนชรานั้นหมายความว่า ผู้สูงอายุจะได้รับประทานแต่เนื้อสัตว์แปรรูป ผักแช่แข็ง และผลไม้กระป๋องเท่านั้น นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังไม่สามารถซื้อของอุปโภคบริโภคเพิ่มเติมได้ นอกจากญาติของพวกเขาจะนำมาให้

.

7. การมีรูมเมทหรือผู้พักอาศัยร่วมกันที่นิสัยไม่ดี
ผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องใช้ห้องพักร่วมกันนั้น อาจทำให้ต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุคนอื่น ๆ การศึกษาในปี พ.ศ.2557 พบว่าผู้พักอาศัยร่วมกันในบ้านพักคนชราสามารถก่อการข่มเหงได้

.

ตามการวิเคราะห์ของนักวิจัยจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากบ้านพักคนชรา 10 แห่งในนิวยอร์คนั้นการข่มเหงที่พบมากที่สุด ได้แก่

  • การข่มเหงด้วยเสียงหรือคำพูด – กรณีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกรีดร้องใส่ผู้สูงอายุคนอื่น ๆ

  • การข่มเหงทางกายภาพ – ทำร้ายร่างกาย เช่น การตี เตะหรือผลักกัน

  • การบุกรุกความเป็นส่วนตัว – ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราต้องเกิดความไม่สบายใจจากการที่ผู้สูงอายุคนอื่น ๆ จับหรือเอาสิ่งของไปโดยไม่ได้ขอ หรือแม้แต่เข้าไปในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต

.

จาก National Council on Aging ของประเทศสหรัฐอเมริการนั้น ผู้สูงอายุถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาสำหรับความเชื่อมโยงถึงกัน สำหรับเราที่จะมีความสุขและมีความสะดวกสบายในช่วงปีทองของเรานั้น เราจำเป็นต้องรักษาความรู้สึกของการมีวัตถุประสงค์ในการใช้ชีวิตและคงไว้ในความเป็นอิสระ ซึ่ง Cohousing หรือการแชร์บ้านร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุเป็นทางเลือกที่น่าตื่นเต้นเมื่อเทียบกับตัวเลือกในแบบอดีตที่ผ่านมา และยังให้โอกาสในการติดต่อเชื่อมโยงกับผู้คน รวมถึงให้ในสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา

.

ได้รู้จักกับ Cohousing กันไปแล้ว มีพี่ๆคนไหนสนใจอยากอยู่ Cohousing ร่วมกับเพื่อนๆบ้างคะ มาแชร์ให้เราฟังกันได้นะคะ


 

ใครยังไม่ได้ดาวน์โหลดแอปฯYOUNGHAPPY

คลิ๊ก http://bit.ly/2FQuKRW

.

ติดต่อเรา

LINE: https://bit.ly/2GJY38k

หรือ @YOUNGHAPPY (มีเครื่องหมาย @ ด้วยนะจ้ะ)

FACEBOOK: YOUNGHAPPYSE

CALL CENTER: 065-506-2889

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.