เคยรู้มั้ยว่า คนเรากลัวอะไรกันมากที่สุด (เรื่องเล่าชาวยังแฮปปี้ โดยคุณ ผุสดี รักราชการ )

เคยรู้มั้ยว่า คนเรากลัวอะไรกันมากที่สุด คำตอบ ก็คือกลัวมัจจุราช นั้นคือกลัวความตาย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ความตายที่น่ากลัวแต่คือความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วไปไหน คนข้างหลังจะอยู่กันอย่างไร มีความเป็นห่วงเป็นกังวลไปหมด ดังนั้นความที่เราไม่รู้นั้นแหละน่ากลัวกว่าความตายนะ ตามหลักศาสนาพุทธ ถึงได้สอนให้รู้จักการ มรณานุสติ แต่การที่จะรู้จักการทำแบบนี้ได้นั้นก็ต้องเข้าใจถึงหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าให้รู้จักฝึกจิตให้ระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆแต่ว่ามันต้องทำอย่างไร? พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราพึ่งตนเองนั้นหมายความว่าอย่างไร งง จริงๆใช่มั้ยคะ ธรรมะนั้นไม่ใช่ให้ประโยชน์แค่ทางธรรมเท่านั้นแต่ในทางวิถีชีวิตทางโลกด้วยเพราะเกี่ยวเนื่องกัน และการจะเข้าถึงได้ก็โดยการศึกษาเล่าเรียนธรรมให้รู้จักเหตุแห่งทุกข์ ผลของกรรม บาปและบุญ เพื่อให้เราจะได้หลีกเลี่ยงในอกุศลกรรมต่างๆนี่คือภาคปริยัติ(ภาคทฤษฎี) และเมื่อเล่าเรียนก็ต้องนำมาฝึกคือภาคปฏิบัติไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เข้าใจบทที่เรียนได้ดียิ่งขึ้น

ผู้เขียน จะเล่าถึงที่มาว่าทำไมถึงได้หันมาสนใจสิ่งนี้อย่างจริงจัง มันมีหลายสาเหตุที่ชักนำมา ผู้เขียนเองก็เป็นคนรักความสนุกสนานชอบมีเพื่อนฝูงเยอะแยะตั้งแต่สาวๆ ถึงจนกระทั้งปัจจุบันนี้ แม้จะมีครอบครัวแล้วก็ยังมีนิสัยแบบนี้ เวลาเพื่อนๆนัดกันก็จะไม่ค่อยพลาดอยากแต่งตัวสวยๆไปโชว์ให้รู้สึกว่า ชั้นยังสวยยังเฟิร์มอยู่นะ อยากให้ใครๆเห็นว่าตัวเองยังดูดีดูมีค่าอยู่ ส่วน คุณแม่ของผู้เขียนท่านเป็นคนใฝ่ธรรมมาแต่ไหนแต่ไร ท่านชอบทำบุญ ไปฟังธรรม คุณแม่ชวนให้เรียนธรรม ก็ไม่ยอมไป บอกกับท่านว่า ไว้แก่ก่อนค่อยเรียน (ก็เพราะว่าเห็นคุณแม่ยังไปเรียนตอนท่านแก่แล้วเลย) แต่ท่านได้ให้สติทำให้ได้คิดว่า “การศึกษาธรรมะอย่ารอจนอายุเยอะแบบแม่นะเพราะเราอาจไม่มีโอกาสได้เรียนหรือต้องพึ่งพาคนอื่นพาไปเรียน”หมายความว่า เมื่อถึงวัยชราเราไม่รู้ว่าเราจะมีแรงมาเรียนมั้ยหรือเราอาจเจ็บป่วยหรือตาไม่ดีไปเองไม่ได้จนไม่สามารถจะเล่าเรียนธรรมได้ ก็ทำให้ผู้เขียนได้คิดว่า เออมันก็มีส่วนจริงนะ แต่ก็ยังเฉยๆอยู่ก็เพราะยังไม่เจออะไรที่มันคลิกให้เรารู้สึกอยากเรียน จนมีอยู่คืนหนึ่ง ผู้เขียนได้ฝันว่า ได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง มืดๆสลัวๆแต่แสงฉาบไปด้วยสีส้มๆและตอนที่ไปยืนอยู่บริเวณนั้นให้รู้สึกว่าผิวหนังแสบร้อน หายใจก็ร้อนๆแห้งๆ และก็มีคนมาบอกว่าที่ตรงนี้คือปากทางเข้าสู่นรก หลังจากตื่นขึ้นมาพร้อมกับความกลัว ก็ได้มาเล่าให้คุณแม่ฟัง ท่านจึงบอกว่าคงเป็นเทพนิมิต แต่ว่าฝันคราวนั้นทำให้เรารู้สึกกลัวการตกนรกอย่างมากๆๆ ไม่อยากตกนรก หลังจากนั้น ผู้เขียนก็เริ่มหันมาสนใจอ่านหนังสือธรรมะเล่มที่คุณแม่เลือกให้อ่านก่อนเล่มอื่นเพราะแสดงให้เห็น บาป บุญ คุณ โทษ และการนำเกิดในภพ ภูมิต่างๆว่าทำกรรมอย่างไรจะไปเกิดเป็นอะไรบ้างและส่งผลอะไรได้บ้าง แม้จะเริ่มหันมาเรียนบ้างแล้ว ขนาดเวลามีความทุกข์อกหักรักคุดหรือทะเลาะกับแฟน เรายังไม่อยากเรียนธรรมะเพราะเรามัวแต่สนใจความทุกข์คือมัวแต่โอดครวญร้องไห้ฟูมฟาย โทรศัพท์ไปหาเพื่อนๆอยากให้มีคนรับฟังและแก้ทุกข์ให้เราได้ อย่างย้อนวัยไปสมัยสาวๆต้องโทรเรียกเพื่อนมาปลอบใจกันเลย วันๆมัวแต่สงสารชะตากรรมตัวเองแต่ไม่ยอมหันกลับมามองว่าเป็นเพราะผลกรรมของตัวเองที่เคยทำไว้ ถึงแม้จะปรึกษาเพื่อนได้ แต่คำแนะนำที่ได้ก็แค่ช่วยบรรเทาชั่วขณะๆเป็นการแก้ที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ นั้นก็เพราะเราไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าทุกข์ที่จริงแล้วมันคืออะไร นี่แหละที่พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำแล้วย้ำหนาให้คนเราต้องรู้จักพึ่งตนเอง จนกระทั้งพอคุณแม่ท่านเสียไปแล้ว ผู้เขียนเหมือนขาดที่พึ่ง พยายามหาอะไรที่ยึดเกาะเพื่อให้เหมือนว่ารู้สึกใกล้คุณแม่นั้นก็คือการดำเนินรอยตามคุณแม่ ซึ่งผลที่ได้หลังจากเรามาเริ่มจริงจังก็ทำให้เราเข้าใจสภาวะธรรมตามคำสอนของพระพุทธองค์มากขึ้น ไม่ใช่มัวแต่โทรไประบายกับเพื่อนๆอย่างที่เคยเป็นมา

ถ้าจะถามว่าทำไมผู้เขียนถึงเชื่อง่ายจัง งมงายรึป่าว ผู้เขียนเองขอตอบว่าเชื่อ เพราะผู้เขียนศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ เป็นคนที่เชื่อฟังคำสอนคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก และเชื่อว่าคุณแม่มีแต่สิ่งดีๆให้เราเสมอ และจากเหตุการณ์ต่างๆที่ได้เล่าไปแล้วเมื่อมานึกย้อนไปทำให้เชื่อว่าไม่มีอะไรจะแก้ความทุกข์หรือความกลัวได้เท่ากับธรรมะอีกแล้ว จนกระทั้งปัจจุบัน ผู้เขียนก็ยังเล่าเรียนศึกษาคำสอนของพระองค์ท่าน ธรรมะเป็นอะไรที่คนอย่างเราๆเข้าใจยาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถ รวมทั้ง ผู้เขียนก็ได้พิสูจน์โดยการฝึกปฏิบัติ อยู่เนืองๆ(ยอมรับว่ายังมีความเกียจคร้านอยู่มากเช่นกัน 5555)

จนกระทั้งเมื่อผู้เขียนได้มาศึกษาเล่าเรียนธรรมะประกอบกับหัดปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน ปีละหน ลางานไปประมาณ 3-5 วัน ก็ทำให้ผู้เขียนซึ่งเป็นคนขี้กลัวมากๆชอบคิดแต่เรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ โดยเฉพาะกลัวตายก่อนวัยอันควร เพราะคนเราหลีกหนีพญามัจจุราชไม่ได้เมื่อถึงคราวก็ต้องไป แต่ไม่มีอะไรมาการันตีให้เราได้เลยว่า เราจะมีอายุยืนหรืออายุสั้น เราจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายตายหรือจะอยู่จนแก่ตาย หรือจะโดนอุบัติเหตุตาย ฯลฯ โดยที่เราเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ และเราเองก็ยังมีภาระอยู่เลย ลูกๆก็ยังเล็กอยู่ในวัยเรียน ชีวิตก็ยังไม่ได้มีความทุกข์อะไรยังมีแต่ความสุขสนุกสนานตามอัถภาพ ทรัพย์สมบัติก็ยังมียังใช้ไม่หมดเลย ทุกอย่างทำให้เกิดความกังวลไปหมด ดังนั้นก็ย่อมกลัวตายเป็นธรรมดา กลัวว่าจะไม่ได้อยู่กับคนที่เรารักได้แก่ ลูกๆหลานๆ/สามี/ภรรยา/พ่อแม่พี่น้องเดิมๆของเราอีกแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เราฝืนธรรมชาติหรือว่ายื้อมัจจุราชไม่ได้ แม้จะมีเงินมากซักแค่ไหน สุดท้ายก็หลีกไม่พ้นความตาย ดังนั้นเมื่อไม่ได้เราก็ต้องเข้าใจธรรมชาติหรือธรรมะและยอมรับมันจะได้รู้ว่าโลกหน้ายังมีรอเราอยู่ถ้าเราทำดีทำกุศลกรรมเราก็ย่อมได้ไปเกิดยังที่ดีๆแน่นอน และอาจจะไปเจอพ่อแม่พี่น้องครอบครัวของเราได้อีกแต่อาจเป็นคนละสถานะซึ่งถ้าทำบุญกุศลเสมอกันก็มักจะเกิดร่วมกันอีก (ตามหลักธรรมที่ศึกษามา) และผลของการเล่าเรียนธรรมะนี่เองก็กลายเป็นคนเข้าใจสัจธรรมและ ฝึกให้มีสติอยู่เสมอ รู้จักการระลึกการมรณานุสติอยู่เนืองๆ ถ้าถึงเวลานั้นมาถึงจริงๆจิตใจของเราจะได้รับได้ผ่องใส ไม่ฟุ้งซ่าน อย่างน้อยเราก็ยังได้รู้ว่าถ้าเราอยากไปเกิดยังที่ดีๆเราจะต้องหมั่นทำบุญทำกุศลตั้งแต่บัดนี้เหมือนการหยอดกระปุกออมสิน ซึ่งมีผลให้ดวงจิตตอนใกล้จะตายจะได้นำเราไปเกิดยังสวรรค์หรือมนุษย์ภูมิ ที่เป็นสุขคติภพภูมิ ที่ดีๆต่อไป แม้จะยังไม่ไปถึงนิพพานแต่สุขคติภพภูมิก็เป็นที่หวังได้อย่างแน่นอน…

ประวัติ ผู้เขียน 

คุณ ผุสดี รักราชการ

เรียนจบป.ตรี มาทางด้านออกแบบตกแต่งภายใน จากมหาวิทยาลัยศิลปากร,ท่าพระ  แต่พอแต่งงานมีลูกก็เปลี่ยนมาทำค้าขาย เกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำ และจำหน่ายตู้น้ำด้วย. ครอบครัวมีสามีทำอาชีพเดียวกัน. มีบุตรชายคนโตเรียน คณะเศรษฐศาสตร์ มธ รังสิต ส่วนบุตรสาวกำลังจะเข้าเรียนที่คณะบัญชี จุฬา. ปัจจุบันผู้เขียนอายุ 50+แล้ว และได้เป็นสมาชิกสโมสรโรตารี ราชเทวี ทำงานบำเพ็ญประโยชน์และช่วยเหลือสังคมเท่าที่พอทำได้

Cr.www.freepik.com

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.